ธรรมกำไรชีวิต ๐๐๖ เรื่อง อธิษฐานธรรม บรรยายโดย พระครูสิริสุตวราภรณ์ (ประกอบ ธมฺมชีโว) วัดป่ามหาไชย จังหวัดสมุทรสาคร วปถ.๘ ๖ มกราคม ๒๕๔๕
เรื่อง อธิษฐานธรรม
ธรรมกำไรชีวิต ๐๐๖
เรื่อง อธิษฐานธรรม
บรรยายโดย พระครูสิริสุตวราภรณ์ (ประกอบ ธมฺมชีโว)
วัดป่ามหาไชย จังหวัดสมุทรสาคร
วปถ.๘ ๖ มกราคม ๒๕๔๕
อ สํ วิ สุ โล ปุ ส พุ ภ ลกฺขทสสตสหสฺสมหาชโย นโมพุทฺธาย นมามิหํ ขอความเจริญในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงบังเกิดมีแด่ท่านผู้ใฝ่ใจในธรรมทุก ๆ ท่าน ณ โอกาสต่อไปนี้ เป็นโอกาสที่ทุกท่านจะได้ฟัง ธรรมมีกถา จากรายการ “ธรรมกำไรชีวิต” ออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งนี้ เป็นลำดับไป…
ในช่วงนี้อากาศหนาวเย็น ก็ขอให้ทุกคนจงรักษาสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ต้องถนอมสุขภาพเป็นกรณีพิเศษ เพราะร่างกายของคนสูงอายุมันเปราะบาง อวัยวะทุกส่วนใช้งานมันมามาก มันก็เสื่อมโทรมไปตามกฎธรรมชาติ ฉะนั้น จึงควรถนอมมันไว้นาน ๆ เพราะร่างกายมันเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่จะให้เราได้ใช้เพื่อทำคุณงามความดี จึงต้องระมัดระวังเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ หมั่นไปหาหมอซ่อมแซม หมั่นออกกำลังกายบ้าง พยายามรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าไปกังวลอะไรมาก ปล่อยวางภาระธุระบ้าง อย่าทำจนทำไม่ไหวจึงจะเลิก ไม่ใช่อย่างนั้น ทำมามากแล้วตอนนี้ก็ปล่อยให้ลูกหลานเขาทำกัน สร้างหลักปักฐานปลูกบ้านปลูกเรือน ก็ทำมาพอแรงแล้ว สิ่งเหล่านั้นลูกหลานมันคอยรับส่วนแบ่งอยู่แล้ว เพราะมันรู้ดีว่าต้องตกเป็นของเขาแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เรียกว่าเราสร้างไว้ให้เขา เราหาไว้ให้เขา ไม่ใช่ของเรา คิดดูก็น่าน้อยใจจริง ๆ ทำมาแทบตายสุดท้ายเขามาเอาไปหมด บ้านก็ไม่ใช่ รถก็ไม่ใช่ เงินทองข้าวของก็ไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้มันเป็นเพียงอุปกรณ์ การอยู่ครองโลกเท่านั้น เอามาอวดอ้างกันว่าฉันมีเท่านี้ คนมีเท่านั้น สุดท้ายก็ไม่เกินกัน…เอาเป็นว่าหมั่นดูแลสุขภาพกาย และ สุขภาพใจ ให้ใจเป็นปกติสุขอยู่ตลอด อย่าโกรธ อย่าเกลียด อย่าเครียด เท่านี้ก็เป็นสุขล้นเหลือแล้วปีใหม่ขอให้ทุกคนจงโชคดีตลอด
วันนี้ อาตมาจะนำธรรมีกถาว่าด้วยการเตรียมพร้อมทางใจมาบรรยาย ให้ชื่อเรื่องว่า “อธิษฐานธรรม” เพื่อความสะดวกในการจำ เพราะพูด พอพูดไปจำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ชื่อเรื่องมันสั้นก็น่าจะจำได้ดี พอจำชื่อเรื่องได้ ก็จะทำให้นึกออกมาได้บ้างว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างใดบ้าง ขอให้ทุกท่านนึกอยู่เสมอว่า ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง แม้นมีลีลา วิธีการ หัวข้อธรรม มากมายก็ทีเถอะ… แต่ธรรมทั้งปวงรวมการปฏิบัติลงไปที่ใจเป็นสิ่งสำคัญ พุ่งเป้าหมายไปที่ใจ แก้ไขที่ใจ ปรับปรุงที่ใจ เพราะใจก็คือหัวใจทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าใจดีอย่างอื่นก็น่าจะดีตาม เพราะหัวใจคือใจ ใจคือหัวใจ หัวใจก็คือใจ ใจคือหัวใจ…ฟังแล้วก็ดูพูดวกไปวนมาจะเอาอย่างไรกันแน่…เอาเป็นว่าจุดสำคัญคือใจ ธรรมทั้งหลายที่พระพุทธองค์ทรงเทศน์สอนก็เพื่อประโยชน์แก่ใจดวงนี้ ท่านจึงสอนว่า
ใจร้ายเป็นเปรตเป็นผี
ใจดีเป็นคน
ใจกังวัลเป็นคนบ้า
ใจกล้าเป็นนักรบ
ใจสงบเป็นนักปราชญ์
ใจฉลาดเป็นบัญฑิต
ใจไม่ยึดไม่ติดเป็นพระอรหันต์
ดังนั้น ความสำคัญของธรรมมันอยู่ที่ใจ
ที่นี้เรามาว่าด้วยเรื่อง “อธิษฐานธรรม” ต่อไปดีกว่า…ในหนังสือนวโกวาทซึ่งนิพนธิ์โดยสมเด็จมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส มีข้อความว่า “อธิษฐานธรรม” คือ ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ อย่าง คือ
- ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้
- สัจจะ ความจริงใจ คือ ประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง
- จาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ
- อุปสมะ สงบใจจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ
เนื้อความเหล่านี้อยู่ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔/๔๓๗
ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย เมื่อได้ยินคำว่า “อธิฐาน” มิได้หมายถึงว่าการทำบุญสุนทรทานประการใด จึงอธิษฐานให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราต้องการ เรามักจะใช้กับคำว่า ปรารถนา คือ ความอยากให้เป็นตามที่อธิษฐาน อธิษฐานจึงเป็นคุณธรรมที่อยู่ภายในใจ ความปรารถนาเป็นอาการที่แสดงออกให้เห็นถึงความต้องการ จะอย่างไรก็ตามก็ให้ถือว่าเป็นคุณธรรมที่เราควรตั้งไว้ในใจ คือให้ประดิษฐานตั้งมั่นอยู่ในใจตลอดเวลา ที่พูดเช่นนี้ก็เพราะว่าถ้าขาดคุณธรรม ทั้ง ๔ ประการนี้ ใจของเราจะถูกสิ่งอื่นเข้าไปครอบงำ เมื่อสิ่งอื่นเข้าไปครอบงำ โอกาสที่จะให้สมปรารถนามันก็เปลี่ยนแปลงไป ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าคุณธรรมทั้ง ๔ ประการนี้ แต่ละข้อคือ ความมืด กับ ความสว่าง ปัญญา สัจจะ จาคะ อุปสมะ มันคือความสว่าง ถ้าขาดมันไป ต้องพลิกเป็นความมืดทันที ปัญญา คือ วิชชา ตรงข้ามกับ อวิชชา คือ รู้ กับ ไม่รู้ เป็นคนละเรื่องกัน จึงกล่าวว่าต้องตั้งไว้ในใจตลอด ว่างเมื่อไหร่ตัวโง่จะเข้าครอบครองแทนทันที
ที่นี้เรามาให้ความหมายกับคำว่า “อธิษฐาน” กันเสียก่อน คำว่า อธิษฐาน มีความหมายทางพระวินัย หมายถึงการตั้งเอาไว้ คือตั้งใจกำหนดเอาไว้ เพื่อจะใช้สอยสิ่งนั้น ๆ เป็นประจำ อย่างเช่น พระอธิษฐานจีวร,สบง,สังฆาฏิ,บาตร บริขารอื่น ๆ พระท่านจะใช้คำว่า “อธิฐาน” หรือพูดรวมกันว่า “พินทุอธิษฐาน” สิ่งที่จะใช้สอยประจำ ถ้าเป็นไตรจีวรเราก็จะพูดว่าไตรครอง หรือ ผ้าครอง จีวรครอง คือของอธิษฐานใช้ประจำขาดไม่ได้แม้แต่วันเดียว คำอธิษฐานก็จะมีไปตามชื่อสิ่งของที่จะอธิษฐานใช้ เช่น จีวร ก็พูดว่า อิมงฺ จีวรํ อธิษฐามิ เช่นนี้เป็นต้น ความหมายทางการปฏิบัติธรรม หมายถึง ความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดขาด ความมั่นคงเด็ดเดี่ยว มีจุดหมายแน่นอน เช่น การสร้างอธิษฐานบารมีของพระพุทธองค์ ในครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ ในเรื่องนี้จะกล่าวให้ฟังตอนต่อ ๆ ไป และที่เราได้ยินกันประจำทุกปีก็คือการอธิษฐานเข้าพรรษา อธิษฐานอุโบสถศีล อธิษฐานจิต เหล่านี้เป็นต้น เอาเป็นว่า “อธิษฐาน” ก็คือ ความตั้งใจ เอา“อธิษฐาน+ธรรม” จึงกลายเป็น “อธิษฐานธรรม” ทีนี้เรารู้แล้วว่า อธิษฐานคือความตั้งใจ แต่คำว่า “ธรรม” มันกินความกว้าง ท่านจึงยกให้เห็นธรรมที่ควรอธิษฐาน ที่ท่านจัดไว้ ๔ ประการดังที่กล่าวมาแล้ว ก็ให้จำกันไว้ก่อนว่า อธิษฐานธรรม คือ ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ ประการ เน้นคำว่า ตั้งไว้ในใจ เพราะการน้อมนำธรรมมาปฏิบัติเราต้องมีจุดมุ่งหมาย จุดเด่นของธรรม ก็คือเป็นเครื่องมือแก้ไขสิ่งที่ไม่ดีให้ออกไป แล้วเข้าไปประจำการ ในใจเรามีอะไรที่ไม่ดีบ้าง พอเรานึกออกได้ ญาติโยมลองนึกดู อะไรที่ไม่ดี ไม่อยากให้มันมีอยู่ภายในใจ ใจนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิต อะไร ๆ ก็มาประดังอยู่ที่ใจ โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่ดี เช่น ความโง่เขลางมงาย ความโลเลของใจ สิ่งชั่วร้ายที่คอยยั่วยุให้ใจกำเริบยุ่งเหยิง หนักมากก็คือความฟุ้งซ่าน ไม่เคยพบกับความสงบ เมื่อเป็นเช่นนี้ใจไม่มีคุณภาพ ใจไร้สมรรถภาพ เมื่อใจไร้สมรรถภาพ การทำงานจะเอาอะไรมาเป็นผลของงาน เพราะใจมันสะสมตั้งแผงเอาแต่สิ่งไม่มีมาซื้อขายแจกจ่าย ตรงนี้แหละคือปัญหาที่จะนำธรรมกำไรชีวิตมาฝากเพื่อใจจะได้สว่างไสว หมายถึงว่า จะได้ชนะความโง่ ชนะความจน ชนะคนใจพาล ชนะหมู่มารก่อกวนความสงบทั้งหลาย ปอ สอ จอ ออ วันนี้จะแจกคาถา ๔ ตัวสั้น ๆ หรือถ้าพูดเป็นภาษาบาลี สั้น ๆ ป ส จ อ ขยายความได้ก็ว่า
ป ย่อมาจาก ปัญญา
ส ย่อมาจาก สัจจะ
จ ย่อมาจากจาคะ
อ ย่อมาจาก อุปสมะ
อธิษฐานธรรมข้อที่ ๑ คือ ปอ หรือ ปะ ได้แก่ “ปัญญา” ญาติโยมทั้งหลาย คนมีสายตาปกติเราเรียกว่า คนมีตา อาจสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ในรัศมีขอบเขตที่ควรจะเห็นได้ แต่ลำพังตาถ้าไม่มีแสงสว่าง ตานั้นก็เหมือนตาบอด เช่นเราเข้าไปในห้องที่มืดมิด เมื่อประสงค์จะหยิบสิ่งของอย่างหนึ่งอย่างใดในห้องที่มืดมิดเช่นนี้ สิ่งแรกที่เราต้องการก็คือแสงสว่าง เพื่อเป็นเครื่องส่องไปหาวัตถุสิ่งของที่เราต้องการ หรือยกตัวอย่าง เราจะเข้าไปหาสมบัติอันล้ำค่า ในถ้ำสักแห่งหนึ่ง เป็นถ้ำอันมืดสนิท แน่นอนเราต้องการแสงสว่างเป็นประการแรก นี้ว่าด้วยส่วนภายนอก พอย้อนเข้ามาหาตัวเราดูบ้าง ในคนคนหนึ่ง มีหนึ่งใจ ใจดวงเดียวนี้ที่พาเราเกิดตาย ตายเกิด เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนี้? ก็เพราะใจมันมืดบอดด้วยอวิชชา คือความไม่รู้ เป็นใจที่โง่เขลา ความไม่รู้จะให้พูดยังไงก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ เหมือนตอนเราเป็นเด็กเพราะความไม่รู้ ทำอะไรจึงดูโง่เขลา ยิ่งตอนเกิดมาใหม่ ๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เราจะเดือดร้อน ไม่มีอยู่ไม่มีกิน หรือจะเดินนั่งนอนอยู่ตรงไหน เด็กที่เกิดมาไม่รู้เรื่อง จะจับโยนลงถังขยะ หรือใส่ตะกร้าไปวางไว้ที่ไหน เด็กก็ไม่รู้เรื่อง นี่คือความโง่เขลา ยังมืดอยู่ไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น เกิดเวลาใด เกิดที่ไหนวันเดือนปีอะไร เด็กไม่รู้ทั้งนั้น ที่เรามาพูดว่าเกิดเวลานั้น วันเดือนปีนั้น สถานที่นั้น ๆ ก็เพราะเรียนรู้มาจากคนอื่น… นี่เปรียบเทียบความไม่รู้คืออวิชชาให้ดู…ถ้าหากว่าเราจะปล่อยให้ความไม่รู้ครอบงำใจของเราเรื่อยไป ไม่รู้ชีวิตเราจะลงเอยอย่างไร ยิ่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วยิ่งมากไปด้วยความไม่รู้ จะมีใครอภัยให้เหมือนตอนเป็นเด็ก ความไม่รู้ไม่ได้หมายถึงว่า ทำอะไรลงไปแล้วไม่ผิด เพราะความไม่รู้หรือความโง่ต่างหาก ที่ต้องทำผิดจนไม่ควรจะให้อภัย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนเรามาจากสภาพที่มืดบอดคล้าย ๆ กันทุกคน ที่รู้และฉลาดก็เพราะมาแสวงหาเอาภายหลัง ดังนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสสอนธรรมข้อนี้ไว้ ให้ตั้งไว้ในใจ เป็นธรรมข้อแรกเลยทีเดียวคือ ปะ ได้แก่ ปัญญา เพราะปัญญาเป็นแสงสว่าง อย่างที่พูดแล้วสิ่งที่เราต้องการขณะอยู่ในที่มืดคือแสงสว่าง ตาต้องการแสงสว่างมาช่วยให้มองเห็น ใจต้องการปัญญามาช่วยให้มองเห็น ศัตรูของความืด คือ แสงสว่าง ศัตรูของความโง่ คือ ปัญญา ปัญญา แปลว่า ความรู้ นึกถึงพุทธพจน์ที่ตรัสว่า
แสงสว่างเสมอด้วยความปัญญาไม่มี
ปญฺญา กลกสฺมิ ปชฺโชโต
ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก
เนื้อความนี้มีอยู่จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ หน้าที่ ๕ และ หน้าที่ ๖๑
ถ้าจะแปลว่า แสงสว่างเสมอด้วยความรู้ไม่มี หรือความรู้เป็นแสงสว่างในโลก ก็จะดูชัดเจนดี…แต่เราพูดว่า ปัญญาเป็นความหมายที่ทราบกันดีอยู่แล้ว…ปัญญา คือ ความรู้ รู้อะไร? รู้เรา รู้เขา รู้เท่า รู้ทัน รู้กัน รู้แก้ รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาลเวลา รู้ชุมชน รู้คนที่ควรคบ รู้ไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ฟังดูแล้วจับหลักไม่ถูกเหมือนกันว่า อะไรเป็นอะไร ไม่รู้จะตั้งไว้ในใจอย่างไรดี เอาเป็นว่า ปัญญา เราแปลว่า ความรู้ ความรู้แปลงกลับไปเป็น วิชา ที่เรามักจะพูดกันว่า แสวงหาวิชาความรู้ คำว่า “วิชา” เป็นคำพูดที่ชัดเจน เราเรียนหนังสือเรียนวิชาภาษาไทย วิชาภาษาอังกฤษ วิชาเลขคณิต วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาช่างกล ฯลฯ นี่คือเราเรียนตัว “ปัญญา” ขวนขวายเอาปัญญามาไว้ที่ใจ ก็คือการศึกษาเล่าเรียน หาความรู้ใส่ใจให้มาก ๆ
สุตมยปญฺญา ความรู้จะเกิดมีได้เพราะรู้จักฟัง
จินฺตามยปญฺญา ก็คือ ความรู้จะเกิดมีได้เพราะการคิดค้น
ภาวนามยปญฺญา ก็คือ ความรู้จะเกิดมีได้เพราะการอบรม
ความรู้เกิดได้ ๓ ทาง ๓ วิธี แต่โดยมากจะใช้แค่ ๒ วิธี ก็คือ วิธีฟัง และ วิธีคิด วิธีอบรมจะเป็นภาคปฏิบัติของผู้หวังความหลุดพ้นจากวัฏฏสงสาร การหมั่นศึกษาเล่าเรียน หาความรู้ใส่ใจให้มาก ๆ และหมั่นอบรมภาวนาให้ปัญญาเจริญอยู่เสมอ นั่นแหละเป็นการตั้งปัญญาไว้ในใจ คือสิ่งที่ต้องการในอธิษฐานข้อที่ ๑ นี้
ปญฺญา นรานํ รตนํ
ปัญญาเป็นรัตนะของนรชน
จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕/๕๐
เป็นอันว่าเราได้ ปะ คือ ปัญญา ๑ ตัวแล้ว จริง ๆ แล้ว ปัญญาตัวนี้กว้างใหญ่ไพศาลมาก พระพุทธเจ้าของพวกเราเป็นพระผู้เลิศด้วยพระปัญญา หาผู้เสมอเหมือนทางปัญญามิได้ พระสารีบุตรเถระ ที่พระพระพุทธองค์ยกให้เป็นเลิศทางปัญญา ท่านก็ยังเปรียบปัญญาของท่านกับของพระพุทธเจ้า เหมือนแสงหิ่งห้อยกับแสดงพระจันทร์ในวันเพ็ญ ในส่วนผู้เป็นบรมครู ที่เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นศาสดาองค์เอกหนึ่งเดียวในโลก เราขอยกไว้ ส่วนที่สำคัญคือพวกเราทั้งหลายจะให้ปัญญาวิชาความรู้นี้ เกิดขึ้นภายในใจของพวกเราได้อย่างไร ส่วนนี้ต้องยกมาพิจารณาและดำเนินการ จำไว้เสมอว่า ตาต้องการแสงสว่าง ใจต้องการปัญญา แสงทำให้สว่างตา ปัญญาทำให้สว่างใจ
อธิษฐานธรรมข้อที่ ๒ คือ สอ หรือ สะ ได้แก่ สัจจะ ให้ความหมายถึงความจริงใจ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า พระองค์นิพนธ์ไว้ว่า สัจจะ คือความจริงใจ คือ “ประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้สิ่งนั้นจริง ๆ” เป็นสำนวนที่ให้ความหมายถึงความมั่นใจแน่วแน่ เหมือนพุทธพจน์ว่า
สาธุ โข ปณฺทิโต นาม
ชื่อว่าบัณฑิตต้องทำประโยชน์ให้สำเร็จให้ได้
จากพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕/๓๐๙ และ เล่มที่ ๒๗/๓๒
ที่ยกขึ้นเทียบให้ฟังเพราะมันเป็นความแน่วแน่ ในการจะทำให้เป็นผลสำเร็จให้ได้ มันเป็นความตั้งใจเลยแหละ…อย่างเราจะเรียนวิชาการอย่างใด ก็ต้องเรียนให้ได้ความรู้จริง ๆ ในวิชาการนั้น จะรักษาศีลประเภทใด ก็ตั้งใจรักษาศีลประเภทนั้นให้ได้จริง การตั้งสัจจะไว้ในใจตลอดเวลา มันเหมือนมีผู้คอยกระตุ้นให้เกิดกำลังทำให้สำเร็จในสิ่งนั้น ๆ เพราะตั้งใจแล้ว ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ จะเป็นข้าราชการก็ตั้งใจทำหน้าที่ให้สมบูรณ์ อย่าให้เสียความตั้งใจ ตั้งใจเริ่มต้นอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง ก็เท่ากับเสียความตั้งใจ หรือ เสียจุดยืน เสียศูนย์ ก็ล้มเหลวเท่านั้นเอง…เป็นนักบวชก็ต้องตั้งใจบำเพ็ญตนเป็นนับบวชที่ดีจริง ไม่ว่าจะบวชในลัทธิใดศาสนาไหน ตั้งใจบำเพ็ญตามหลักการของลัทธิ หรือ ศาสนานั้น ๆ สัจจะ คือ ความจริงใจนี้ เมื่อตั้งไว้ในใจแล้วมันเป็นพลังอันมหาศาล ในศีลข้อที่ ๔ คือ มุสาวาท ที่พระพุทธเจ้าให้เว้น ก็คือให้ตั้งสัจจะไว้ในใจแทน เพราะถ้าไม่ตั้งสัจจะมีแต่มุสาวาท ความหายนะของโลกจึงเกิดขึ้น ในลักษณะอย่างนี้ พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๑/๖๒-๘๖ ในจักกวัตติสูตร พระพุทธองค์ผู้เป็นบรมครูของเรา ได้ตรัสถึงการที่ทำให้อายุกัปล์ของมนุษย์ลดน้อยลงเรื่อย ๆ จาก ๘๔,๐๐๐ ปี มาเหลืออยู่ในยุคปัจจุบันเพียง ๑๐๐ ปี เป็นอย่างสูง ก็เพราะมุสาวาท คือ ขาดการตั้งสัจจะไว้ในใจเป็นเหตุ จึงทำให้อธรรมย้อมใจ พระองค์ตรัสถึงตอนความขัดสนของมนุษย์ในโลกได้ถึงความแพร่หลาย ทำให้เกิดการลักขโมยกันขึ้น ดักปล้นจี้ฆ่าเจ้าของทรัพย์ หรือ ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองฆ่าตาย หรือ ป้องกันตัวฆ่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พอจับได้ก็กล่าวมุสาวาทเพื่อจะให้พ้นผิด เรียกว่าให้การเป็นเท็จ พูดส่อเสียดเบียดบัง เพื่อเอาตัวรอด แล้วพากันประพฤติล่วงเกินในกาเมสุมิจฉาจาร อย่างแพร่หลาย อธรรม ๒ ประการ คือ ผรุสวาจา และ สัมผัปปลาปะ ก็เป็นที่นิยมแพร่หลายในกาลต่อมา เมื่อผรุสวาจา และ สัมผัปปลาปะแพร่หลาย อธรรมอีก ๒ ประการ คือ อภิชฌา และ พยาบาท ก็ถึงความแพร่หลาย และ มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิดก็ตามมาแพร่หลายอีกต่อไปอีก ในช่วงนี้อธรรม ๓ ประการ คือ อธมฺมราโค วิสมโลโภ มิจฺฉาธมฺโม ก็ถึงความแพร่หลายไปตามลำดับ เมื่ออธรรม ๓ ประการนี้ แพร่มากขึ้น ๆ อธรรมเหล่านี้คือความไม่ปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในสมณพราหมณ์ ความไม่อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล ก็ได้ถึงความแพร่หลาย ธรรมเหล่านี้กำลังปรากฎอยู่ในปัจจุบัน ญาติโยมทั้งหลาย คงมองเห็นภาพหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน เมื่อเป็นเช่นนี้ อายุของสัตว์จึงเสื่อมถอย วรรณะก็เสื่อมถอย ต่อมาบุตรของมนุษย์เหล่านั้น ซึ่งมีอายุ ๒๕๐ ปี เป็นอย่างน้อย ก็จะลดเหลือเพียง ๑๐๐ ปี ภาษาบาลีว่า อฑฺฒเตยฺย วสฺสสตายุกานํ มนุสฺสานํ วสฺสสตายุกา ปุตฺตา อเหสุง ความเสื่อมถอยของอายุและวรรณะของมนุษย์เกิดขึ้นและลดลงตามลำดับ
เพราะมูลเหตุมาจากมนุษย์ไม่มีสัจจะตั้งไว้ในใจ แพ้ใจตนเอง แพ้ต่ออารมณ์ฝ่ายต่ำ เกิดการลักขโมย ประมารชีวิตกัน เบียดเบียนภรรยาสามีกัน กล้าทำในสิ่งเหล่านี้ เพราะอาศัยมุสาวาท โกหกเอาตัวรอดได้ ฉะนั้น ในตรงนี้จึงมีคำพูดอยู่คำหนึ่ง จำไม่ได้ว่าคนหรือเทวดา ดูเหมือนว่าจะเป็นท้าวสักกะเทวราชพูดว่า “เมื่อกล้าโกหกย่อมกล้าที่จะทำกรรมชั่วอย่างอื่นได้โดยง่าย” ต้องขออภัยจำที่มาของเรื่องไม่แน่นอน แต่พูดเพื่อให้เห็นว่า สัจจะเมื่อถูกทำลาย ทุกอย่างก็จบกัน สัญญาเมื่อถูกฉีกขาด ก็ไม่ต้องคุยกันต่อไป เมื่อกล้าฉีกสัญญามีหรือจะไม่กล้าโกง มีหรือจะไม่กล้าฆ่า จุดนี้ต่างหากที่สำคัญ คนอายุสั้นลงก็อย่างนี้ ในอายุกัปล์ว่า ๑๐๐ ปี บางทีไม่ถึง เพราะไม่มีสัจจะ จึงฆ่ากันโดยง่ายดาย สะ คือ สัจจะ ตัวนี้จึงต้องปลูกฝังให้เกิดมีขึ้นภายในใจ ให้กลายเป็นความตั้งใจ เพื่อละทางเสื่อม เชื่อมทางเจริญ ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงามให้ได้ นี้แหละที่ท่านว่า ความจริงใจ คือ ประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้สิ่งนั้น
คุณธรรมคือความจริงใจนี้ จำเป็นมากกับชีวิตมนุษย์ จะอยู่ในทางโลก หรือ อยู่ในทางธรรมก็ตาม หากความจริงใจเพียงอย่างเดียวขาดไป เอาดีไม่ได้เลย จะเรียนก็ไม่จริงจัง จะชอบพอใครก็ไม่จริงจัง จะเป็นพลเมืองของประเทศใดก็ไม่จริงจัง จะนับถือศาสนาใดก็ไม่จริงจัง นึกดูเถิดว่าถ้ามีคนประเภทนี้อยู่ในวัด วัดก็พัง คนประเภทนี้อยู่ในบ้าน บ้านก็พัง คนประเภทนี้อยู่ในคณะรัฐบาล รัฐบาลก็พัง มันเป็นเสียอย่างนี้ ทีนี้มามองมุมตรงกันข้าม คือคนมีความตั้งใจ จริงใจ หรือคนมีสัจจะนี่ จะเป็นหลักประกันประจำตัว ทำให้คนอื่นเชื่อถือวางใจ คนประเภทนี้ทำอะไรก็เจริญ เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ
คนได้เกียรติคือชื่อเสียง เพราะคำสัตย์
จากพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๕/๓๖๑
คงไม่มีใครหลับหูหลับตายกย่องคนเสียสัตย์ คำสัตย์นี้มันเป็นคำพูด แต่จริง ๆ คือกลั่นกลองออกมาจากใจ ท่านจึงให้อบรมใจให้มีสัจจะ ให้มีความจริงใจจนติดเป็นนิสัยหรือสันดานอันมั่นคง ความจริงใจทำให้ใจเกิดพลังที่จะต่อสู้เพื่อเอาชนะอุปสรรค แม้นจะยากลำบากสักปานใด เอาความจริงใจเป็นเครื่องวัด เพราะมันเป็นพลังของความสามารถที่จะผลักดันให้กิจการหรือกิจกรรม มุ่งไปสู่ผลสำเร็จ มันเป็นความปรารถานาอันแรงกล้า เพื่อจะให้บรรลุเป้าหมาย ก็อย่างบรมครูของพวกเรา ยกสัจจะขึ้นเป็น ๑ ในบารมี ๑๐ ประการ เราเรียกว่า “สัจจบารมี”
การตั้งสัจะไว้ในใจมีวิธีอยู่ ๒ ประการ คือ
ประการที่ ๑ คือ สัจจาธิษฐาน คือ การอธิษฐานด้วยใจ ตั้งใจให้แน่วแน่ต่อสิ่งที่ต้องการ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง การตั้งสัจจาธิษฐาน เราใช้กันอยู่เป็นประจำอย่างเช่น จะตักบาตร ก็ตั้งจิตอธิษฐาน หลังจากทำวัตรสวดมนต์แล้วก็ตั้งใจอธิษฐาน จะถวายทาน สร้างสาธารณสถาน สาธารณประโยชน์ใด ๆ ก็ตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้เกิดในสิ่งที่เราต้องการ อย่างเช่น ท้ายบทถวายสังฆทานว่า หิตาย สุขาย ซึ่งแปลความว่าเพื่อประโยชน์สุขเกื้อกูลแก่ตนเอง และบุคคลอื่น จะไปถวายทานหรือกล่าวถึงความปรารถนา ลงท้ายจะมีคำว่า นิพพานปจฺจโย โหตุ คือ ขอให้เป็นปัจจัยส่งผลให้ถึงนิพพาน คำนี้มิใช่เป็นคำอ้อนวอน แต่มันเป็นความปรารถนาแล้วดำเนินการปฏิบัติไปตามลำดับ สุดท้ายก็จะถึงเป้าหมายเอง ให้อธิษฐานด้วยความมั่นใจจริง ๆ เหมือนที่พูดกันว่า จริงใจแล้วจะไม่จน จริงไม่จน จนไม่มีกับผู้จริงใจ
ตาแปะผู้จริงใจ มีเรื่องเล่าเสริมนิดหน่อย คืออาตมารู้จักหลวงจีนคนหนึ่ง ที่รู้จักนี้เพราะแกเป็นคนร่าเริง ไปไหนมาไหนขับมอเตอไซต์เก่า ๆ จะพังแหล่มิพังแหล่ ที่พูดว่าหลวงจีนไม่ถึงว่าแกเป็นพระ แต่หมายถึงแกเป็นผู้มีศีลนุ่งขาว แกเล่าให้ฟังว่า ครั้งสมัยเป็นหนุ่ม เป็นช่างซ่อมนาฬิกา และขายนาฬิกาด้วย วันหนึ่งหาบตะกร้านาฬิกา และ อุปกรณ์เครื่องมือแก้ไขนาฬิกา เข้าไปตรอกวัดบรมนิวาส กทม. แกเห็นผู้คนมากมายที่กุฎิ เลยเข้าไปดู ถามเขาว่าคนเหล่านั้นเขามาดูอะไร? เขาบอกว่ามาดูเทวดา คือเขาเหล่านั้นมากราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งท่านมาพักที่กุฎิหอเขียว วัดบรมนิวาส เขามากราบนมัสการท่าน มาฟังธรรมจากท่าน ในช่วงนั้นพอดีเขากำลังจะพากันกลับ ท่านเมตตามาพักอยู่วัดบรมนิวาส สมัยท่านเจ้าพระคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส พอคนทั้งหลายพากันกลับจวนหมดแล้ว หลวงจีนคนนี้เลยเข้ากราบท่านพระอาจารย์มั่นใกล้ ๆ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพูดกับหลวงจีนว่า คือ(ตอนนั้นแกยังเป็นหนุ่ม)
ท่านพระอาจารย์มั่น : ตี๋…จริงไหม?
ตี๋ : จริงขอรับกระผม
ท่านพระอาจารย์มั่น : ถ้า..จริงแล้วไม่จน!!
เท่านั้นแหละโยมหลวงจีนคนนั้นแกเล่าให้อาตมาฟังว่า แกเกิดความรู้สึกว่าปลื้มใจดีใจ ขนพองสยองเกล้า เกิดขึ้นในขณะนั้นทันที เป็นพลังแปลก ๆ แล้วโยมก็ลากลับไม่ได้พูดอะไรอื่นเลย… นับจากวันนั้นมาเขามีกำลังใจ ในการทำมาค้าขาย และเผยแผ่แนวปฏิบัติ จนมาถึงปัจจุบันนี้ แกยังมีชีวิตอยู่โยมคนนั้นตอนนี้อายุก็ประมาณ ๗๐ (บันทึกเทปเมื่อ พ.ศ.๒๕๔๕) ยังแข็งแรงคุยสนุก มีแต่คุยธรรมะ คุยเรื่องครูบาอาจารย์ สายกรรมฐานโดยส่วนมาก อันนี้คือ ความจริงใจ ซึ่งเป็นสัจจะที่ควรตั้งไว้ในใจ ที่ยกมาเป็นตัวอย่าง ที่เรียกว่า สัจจาธิษฐาน
ประการที่ ๒ คือ สัจจะปฏิญญาณ คือ การเปล่งวาจาให้คนอื่นได้ยินเพื่อเป็นพยานว่า ตนได้ตั้งสัจจะไว้อย่างนี้ ๆ เพื่อให้คนอื่นเป็นกำลังใจ จะได้เกิดความมั่นใจต่อคำสัญญา หรือให้เกิดความละอายใจเมื่อคิดที่จะทำผิดสัจจะ เหมือนเราปฏิญญาณถึงพระพุทธเจ้า ว่า พุทธํ สรณํ คจฺฉามิ หรือเหมือนการปฏิญญาณของผู้ปกครองประเทศ ที่จะเข้ารับตำแหน่ง ต้องทำสัจจะปฏิญญาณ ทุกท่านคงเคยเห็น อย่างเช่นคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัจย์ปฏิญาณตน รับทราบกับการปฏิญญาณของบุคคลเหล่านั้น ที่เขาประกาศ เพื่อให้คนอื่นได้ยิน เช่น คำปฏิญญาณว่า “ข้าพเจ้าจะปกครองประชาชนโดยความเป็นธรรม” ยิ่งถ้าเป็นทหารก็จะพูดปฏิญญาณหนักหน่อยว่า เช่นใช้คำว่า “ข้าพเจ้าจะสละชีพเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เหล่านี้เป็นต้น ทำไมต้องตั้งไว้ในใจ เพราะสัจจะเป็นพื้นฐานของความดีงามทุก ๆ ชนิด สัจจะก็คือความนึกคิดที่เราตั้งไว้ในใจ จะไม่ให้เปลี่ยนแปลงนั่นเอง อย่าลืมคำว่า “จริงใจแล้วไม่จน” ไม่จนทั้งทรัพย์ ไม่จนทั้งน้ำใจ ไม่จนทุกอย่างที่ดี ๆ อันนี้เป็นสัจจะในอธิษฐานธรรมข้อที่ ๒ ที่อยากจะให้ทุกคนตั้งไว้ในใจ ลำดับต่อไปคือ
อธิษฐานธรรมข้อที่ ๓ คือ จอ หรือ จะ ได้แก่ จาคะ คำว่าจาคะนี้ดูเหมือนว่า อาตมาจะพูดมาครั้งหนี่งแล้วเมื่อสมัยกล่าวถึงธรรมทาน ที่เป็นราชธรรมเคยบรรยายออกอากาศทางสถานีวิทยุแห่งนี้ แต่เป็นรายการเวลา ทุ่มครึ่งถึงสองทุ่ม เป็นรายการธรรมเพื่อชีวิตซึ่งจัดโดยคณะสงฆ์จังหวัดสมุทรสาคร แต่ว่าความหมายของ จาคะ ที่กล่าวในธรรมบทนี้ มุ่งการสละสิ่งที่จะทำให้ความมั่นใจเขวไป คืออะไรก็ตามที่เป็นข้าศึกกับความจริงใจ ต้องสละสิ่งนั้น ก็หมายถึงว่า เมื่อเราตั้งสัจจะแล้ว มันมักจะมีอุปสรรค เป็นเครื่องกีดขวาง เวลาเราไม่ได้ตั้งสัจจะ ก็ดูเหมือนไม่มีอะไร เช่น คนที่ตั้งสัจจะปฏิญญาณ ก็จะมีคนคอยดูว่าเราจะออกนอกกรอบที่ปฏิญญาณไว้บ้างหรือไม่ ถ้าออกนอกกรอบก็จะถูกประณาม ถูกประจาน ถูกติฉินนินทาอย่างรุนแรง อะไรก็ตามที่มันจะมาทำให้เราเสียสัจจะ ให้เราสละสิ่งนั้นโดยเฉพาะผู้เป็นนักปฏิบัติธรรม สังเกตพอเริ่มตั้งสัจจาธิษฐานจะเดินจงกรม จะนั่งสมาธิ ภาวนา เราจะกำหนดเวลาเท่านั้นชั่วโมงเท่านี้นาที เท่านั้นแหละอุปสรรคจะเริ่มก่อกวน เหมือนกับเป็นมารคอยทำลายความตั้งใจ ให้เราเลิกหยุดปฏิบัติการ ดังที่พระพุทธองค์ผู้เป็นบรมครูของพวกเรา พระองค์ต่อสู้กับพญามาร คือ ความคิดในพระทัยของพระองค์เองนานาประการที่ผุดขึ้นมาในพระทัย ที่ท่านแสดงเป็นภาพบุคคลาธิษฐาน ว่า มีพญามารนั่งคอช้างขี่ม้ามาแย่งบัลลังค์ ให้พระองค์เลิกล้มความตั้งใจ สุดท้ายพระองค์ก็สละอารมณ์เหล่านั้น คือ ชนะมารทั้งปวง หรือ อย่างนักภาวนาทั้งหลาย พอภาวนาไปจะเกิดเครื่องข้อง คืออุปสรรคเรียกว่า มาร เช่น กิเลสมาร มารคือกิเลส นี้ตัวสำคัญ พอจะนั่งภาวนาจะทำความดี ตัวกิเลสนี้มันจะคอยมาเป็นอุปสรรค์ เทวบุตรมาร มารคือเทวบุตร คือคุณงามความดี อภิสังขารมาร มัจจุมาร มารเหล่านี้จะคอยทำลายความตั้งใจ ถ้าหากว่าเราไม่ตั้งใจ ก็ดูเหมือนว่ามันไม่มี แต่ถ้าเราตั้งใจดูเหมือนว่ามารเหล่านี้ก็จะเริ่มเกิดขึ้นทันที ตรงนี้นี้แหละที่พระพุทธองค์ตรัสถึง อธิษฐาน คือ จาคะ ต้องตั้งขึ้นภายในใจ เพื่อที่จะสละสิ่งเหล่านี้ออกให้ได้ ไม่อย่างงั้นความจริงใจเราจะขาดไปหรือ ผู้ปฏิญญาณว่า จะไม่ฆ่าสัตว์จะไม่ลักขโมย จะไม่ขดโกงกิน จะไม่ผิดลูกผัวเมียใคร จะไม่ข้องแวะกับสิ่งเสพติดทุกอย่าง ถ้าไม่รู้วิธีสละจะเอาชนะใจตนเองยากมาก คนที่เคยทำมาจนชินจะสละมันออกได้อยากเหมือนกัน แต่ก็ไม่เหลือวิสัยที่จะทำได้
อาตมาเคยติดบุหรี่ เมื่อ ๑๔ ปี ก่อน ติดมันมางอมแงม ๗ ปี พยายามจะเอาชนะมัน ตอนจะติด เราไม่รู้ว่ามันจะติด สูบเล่น ๆ สุดท้ายเป็นจริงเป็นจัง พอขาดรู้สึกหงุดหงิด วันที่ ๑ พ.ค. ปีพุทธศักราช ๒๕๓๑ ตื่นมาตอนเช้า…นึกสนุกขึ้นมาเลยตั้งสัจจะตรงที่นอนนั้นแหละว่า “ตั้งแต่วันนี้ต่อไปเราจะไม่แตะต้องมันตลอดชีวิต” อยากจะเอาชนะมัน พอเราตั้งสัจจาอธิษฐานเฉพาะตัวเราเราก็เริ่มสละ บุหรี่ที่มีอยู่เป็นหีบ ๆ สละออกไป อุปกรณ์สูบบุหรี่ เช่น ไฟแช็ค เครื่องกรอง ที่เขี่ยบุหรี่สละออกไป แม้แต่ความคิดที่เคยชินกับมันมา ๗ ปี ก็สละออกไป กิริยาอย่างที่เคยทำจะไม่มีอีก พอคิดจะทำก็สละความคิดนั้น ไปคิดอย่างอื่น เรื่องที่จะให้คิดมีมากเยอะแยะ แล้วเราก็เป็นผู้ชนะ นี่คือ จาคะ คือการสละสิ่งที่จะมาทำความตั้งใจของเราให้เสียหาย หรือความตั้งใจอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ที่ควรระวังให้มากก็ตัวขี้ลืม คือ ลืมความตั้งใจ ที่เราพูดกันว่าลืมสัจจะ เช่น เห็นแก่อามิส ก็จะกลายเป็นคนทุจริตในหน้าที่ราชการ หรือ หน้าที่อื่น ๆ ลักษณะเช่นนี้เราเห็นบ่อย จนบางครั้งถือเป็นเรื่องธรรมดา หรือ ถือเป็นธรรมเนียมไป ที่จริงมันไม่น่าจะเรียกว่าธรรมเนียม น่าจะเรียกว่า อธรรมเนียม เพราะมันเป็นความเสื่อม ความไม่ดี หรือพระสงฆ์เห็นแก่ลาภสัการะ ลืมเส้นทางที่ตั้งใจจะไป คือมุ่งมั่นจะประพฤติปฏิบัติ จะไปสู่มรรคนิพพาน ก็มาอร้าอร่ามอยู่กับเครื่องทรงเหล่านี้ จนบางท่านถือเป็นจริงเป็นจังกับสิ่งสมมุติเหล่านี้ ลืมเจตนาคือความตั้งใจเดิมเมื่อตอนจะมาบวช อย่างนี้…ก็ล่าช้ายิ่งขึ้น หรือปัญหาใกล้ตัว เช่น ญาติโยมที่มีครอบครัว สามีภรรยาเห็นแก่กามคุณ ลืมสัจจะที่เคยปฏิญญาณต่อกันกลายเป็นคนผิดสัจจะไป ทำให้เกิดปัญหากับครอบครัวกันเป็นข่าว ลงข่าวกันอยู่ก็มีเยอะแยะ เอาเป็นว่า จะ คือ จาคะ ต้องสละสิ่งที่จะมาทำลายความตั้งใจออกให้ได้ นี่คืออธิษฐานธรรมที่ต้องตั้งไว้ในใจ มันขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยที่จะสละ เพื่อรักษาความจริงใจไว้ อาจจะเป็นเงินทอง ยศศักดิ์ฐานะตำแหน่ง อามิส รูปรสกลิ่นเสียง ที่เรารู้สึกว่ามันจะทำให้เราเสียสัจจะ ธรรมข้อนี้ชัดเจนดีมากเกี่ยวกับการสละเพื่อรักษาความจริงใจ
อธิษฐานธรรมข้อที่ ๔ คือ ออ หรือ อุ ได้แก่ อุปสมะ คือ ความสงบใจ ความหมายที่ชัดเจนกับคำว่าสงบ คือ ให้สงบจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ ฟังแล้วก็งง ๆ อยู่เหมือนกัน คือ สงบจากสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความสงบ มันหมายถึงสงบอย่างไร? มีข้อให้เปรียบเทียบ เช่น “แสงสว่างมีความจำเป็นกับชีวิตคนเรามาก เราต้องวารงแผนกันยกใหญ่ที่จะให้ความสว่างนั้นคงอยู่ ก็คือต้องกำจัดสิ่งที่จะมาทำให้ความสว่างหายไป หรือเราปลูกบ้านอย่างแข็งแรงมั่นคง สมมุติว่าเป็นบ้านไม้ ทำอย่างไรจึงจะทำลายสิ่งที่จะมาทำลายความมั่นคงแข็งแรงของบ้านไปได้” นี้เปรียบให้ดู หรือว่าตอนนี้ที่เราอยู่สงบดีมาก กำลังฟังเทศน์ ฟังธรรมสบาย ๆ เกิดมีใครมาทำเสียงดัง หรือ เปิดแตรรถ เปิดดนตรีดังขึ้นมา การฟังธรรมก็จบกัน เพราไม่มีความสงบ หรือต่างคนต่างใช้เสียงดัง เสียงเทศน์ก็ดัง เสียงดนตรีก็ดัง ก็ไม่ได้เรื่องทั้งสองฝ่าย เพราะแต่ละคนเป็นข้าศึกต่อกันและกัน นี้เปรียบเทียบให้ดูย้อนมาดูใจของเรา ตอนนี้เรามี ปอ คือ ปัญญา มี สอ คือ สัจจะ มี จอ คือ จาคะ แต่ถ้าใจขาด ออ คือ อุปสมะ คือ ความสงบ ปอ สอ จอ ก็หมดความหมายไป ใช้การได้ไม่ดีพอ จะให้เป็นมรรคเป็นผลก็ไม่ดีพอ ตรงนี้สำคัญอีกแล้ว…จะให้ดีที่สุดต้องสงบ สงบเป็นพื้นฐานที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่ดีงามตามมา เราต้องการจะใช้ความคิดก็ต้องให้สงบก่อน จะฟังอะไรก็ขอให้สงบก่อน จะพิจารณาอะไรก็ขอให้สงบก่อน เหมือนเราพูดว่าเงียบ ๆ ถ้าไม่เงียบก็จะไม่ได้เรื่อง เทศน์ไปเถอะ ฟังไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่ผู้เทศน์เอง ก็เทศน์ไม่ได้เรื่อง เพราะขาดความสงบ มีคำพูดตามสถานะหลาย ๆ คำ เช่น สงบ สงัด วิเวกเงียบ มีความสำคัญที่สุด พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนให้ตั้งไว้ในใจ เอาความสงบมาตั้งไว้ในใจ วิธีง่าย ๆ ก็คือ ให้ฝึกทำสมาธิ หรือบำเพ็ญสมาธิ เรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าทุกคนต้องการความสงบ บ้านเมืองสงบ เพราะเราเป็นผู้สงบ ทำสมาธิให้ได้ ทำทุกวัน อย่างน้อยวันละครั้ง อาตมาจะแนะนำลูกศิษย์ทุก ๆ คนว่า อย่าทิ้งสมาธิ ก่อนนอนอย่งน้อย ๕ นาที ๑๐ นาที ต้องใส่ใจอย่างนี้แล้วเราก็จะสมหวังดังที่อธิษฐานไว้
เอาเป็นสรุปว่า อธิษฐานธรรม คือ ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ ประการ คือ
๑.ปัญญา
๒. สัจจะ
๓. จาคะ
๔. อุปสมะ
หรือจะจำเป็นคำพูดว่า ปอ สอ จอ ออ ทุกคนควรปราถนาเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้ได้ ผลอันดีงามก็จะเกิดมีแก่ทุกชีวิตของเรา
ช่วงท้ายรายการ
ฉะนั้นในวันนี้ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลายอาตมาใช้การบรรยายธรรมในรายการ “ธรรมกำรชีวิต” ก็จะได้ชั่วโมงช่วงนี้เป็นช่วงปีใหม่ ยังไม่ได้อวยพรให้ท่านผู้ฟังทั้งหลายเลย ฉะนั้น“ปีใหม่ขอให้ทุกชีวิตสดใส มีปัญญา มีความจริงใจ เอาชนะอุปสรรคได้ทุกประการ และที่สุดขอให้ทุกคนได้รับความสงบสุขตลอดไป”
ก่อนที่จะจบรายการ มีเรื่องประชาสัมพันธ์อยู่หน่อยหนึ่ง คือ เรื่องนั่งสมาธิกรรมฐานทุกวันอาทิตย์ที่วัดป่ามหาไชย เวลาบ่าย ๒ โมง ถึง ๔ โมง เชิญญาติโยมพุทธศาสนิกชนผู้ใฝ่ใจในการประพฤติวัตร ปฏิบัติธรรม ไปร่วมกิจกรรมนี้ได้ ทุก ๆ วันอาทิตย์ วันอาทิตย์เราหยุดงาน หาเวลาไปประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อเอาความสงบ เพื่อเอากำลังใจ เพื่อสาธยายมนต์ให้เกิดพลังกับชีวิตของเรา เราจะได้มีกำลังใจในการจะต่อสู้ทำมาหากิน ทำมาค้าขาย หรือประกอบธุรกิจการงานต่าง ๆ เพราะถ้าหากว่ากำลังใจเราดีหรือใจเรามีพลังการที่จะคิดทำสิ่งต่าง ๆ นั้นก็จะประสบผลสำเร็จ นี่เรื่องหนึ่ง อีกเรื่อง*เทปธรรมะที่มีญาติโยม โทรศัพท์เข้าไปที่วัดที่เบอร์โทร 034-41800-1 เทปธรรมที่บรรยายชั่วโมงต้น บรรยายโดยอาตมาเอง บันทึกไว้ทุกครั้ง ก็มีลูกศิษย์ที่ศรัทธาช่วยในการตัดต่อจัดเป็นเทปคาสเซ็ท ๑ ชั่วโมง ญาติโยมที่ต้องก็ไปติดต่อได้ที่วัดป่ามหาไชย นี่เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือการจัดงาน**บวชชีพราหมณ์ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ เพราะทุก ๆ ปี ก็จะจัดให้มีการบวชชีพราหมณ์อยู่ ๒ ช่วง ช่วงเดือนกุมภาพันธ์กับ ช่วงเดือน กรกฎาคม ฉะนั้นในปีนี้ช่วงต้น เดือนกุมภาพันธ์เริ่มตั้งแต่วันที่ ๒๕ ไปจนถึงสิ้นเดือนก็ประมาณ ๔-๕ วันญาติโยมพุทธศาสนิกชนทั้งหลายที่ต้องการจะไปประพฤติวัตรปฏิบัติธรรม บวชชีพราหมณ์ถือศีลปฏิบัติก็เชิญได้ และอีกเรื่องหนึ่งก็ขออนุโมทนากับญาติโยม ที่ได้ไปร่วมฟังธรรมในวันนี้ ที่สำนักงานกองทุนหมู่บ้าน บ้านตาสด หมู่ที่ ๓ ตำบลดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบนจังหวัดสมุทรสาคร เมื่อตอนเช้าที่ได้อารธนาพระจากวัดป่ามหาไชย ไปเจริญพระพุทธมนต์เป็นการทำบุญปีใหม่ด้วย โดยมีผู้ใหญ่ไชยา หรือ นิ เป็นหัวหน้าได้อารธนาพระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ถวายัวหน้าได้อารธนาพระสงฆ์ไปเจริญพระพุทธมนต์ถวายภัตตาหาร ในขณะเดียวกัน ก็ได้นิมนต์อาตมากล่าวสัมโมทนียกถา ได้กล่าวถึงธรรม คือเรื่องความเชื่อหรือศรัทธาเพื่อเป็นเครื่องปลื้มใจ ญาติโยมทั้งหลายความสนใจ สิ่งที่เราให้ความสนใจนั้นแหละเป็นสิ่งที่น่าปลื้มใจ เพราะผู้บรรยาย บรรยายด้วยความตั้งใจ สรรหาคำพูดที่ดีงาม ที่เป็นศิริมงคล ที่ฟังแล้วชื่นใจมาให้ท่านทั้งหลายฟัง เมื่อท่านทั้งหลายได้ฟังแล้วด้วยความตั้งใจ ด้วยความเชื่อ ก็ให้นำธรรมนั้นไปประพฤติปฏิบัติ ธรรมนั้นก็จะปกปักรักษาพวกเราทั้งหลายให้มีความสุข มีความเจริญ และยังมีอีกรายการหนึ่ง วันที่ ๑๑ มกราคม ในเดือนนี้ ก็จะมีการฉลองศาลาธมฺมชีโว ซึ่งจัดสร้างโดยคณะสงฆ์วัดป่ามหาไชย ร่วมกับ ทายกทายิกา ชาวบ้านหมู ๘ ตำบลบ้านเกาะอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร เป็นศาลาริมทางสร้างไว้เป็นที่พักของญาติโยม ที่ยืนรอรถประจำทาง เวลาฝนตกแดดออกก็ได้พักพาอาศัย ก็ใช้งบประมาณไปมากพอสมควร และวันที่ ๑๑ มกราคม ก็จะทำการทำบุญเลี้ยงพระฉลอง อันนี้ก็บอกข่าวอนุโมทนา สิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นการทำอะไรที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อพระศาสนา ก็เท่ากับว่า เราได้ทำบุญทำประโยชน์ให้แก่สังคม สังคมที่ประกอบไปด้วยบุคคลผู้ที่มีใจ ที่จะทำสิ่งที่เป็นคุณเป็นประโยชน์มีมากเท่าใด ในสังคมนั้น ก็จะมีความสุขสดชื่นแจ่มใสมากเท่านั้น อันนี้เป็นสิ่งที่ดี อาตมาจึงพยายามเป็นคุณเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ให้เกิดทั้งแก่ตนเองทั้งแก่บุคคลอื่น เรียกว่าทั้งประโยชน์ตนทั้งประโยชน์ท่าน ฉะนั้นที่จัดให้มีรายการธรรมกำไรชีวิต ทางสถานีวิทยุเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา สนองคุณพระพุทธศาสนา แม้นว่ากาลเวลาจะดึกไปนิดนึง (ครั้งนั้นออกรายการช่วงเวลา สามทุ่ม) แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่เราได้นำธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาเผยแผ่ ฉะนั้นในช่วงนี้ หนึ่งชั่วโมงต้นที่ให้ได้บรรยายธรรมกำไรชีวิต เกี่ยวกับอธิษฐานธรรมก็เห็นว่าพอสมควร ฉะนั้นในช่วงนี้ก็ขอพักสักครู่หนึ่ง ก่อนที่เราจะได้ไปรับฟังชีวประวัติท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทตฺตเถระ ซึ่งกำลังสนุกเป็นประวัติที่น่าติดตาม และน่าน้อมนำเอามาเป็นข้อปฏิบัติเป็นตัวอย่างเป็นอย่างมาก ฉะนั้นในช่วงนี้ก็ขอพักสักครู่ก่อน…
* ปัจจุบันท่านสามารถรับฟังเทปบันทึกรายการธรรมกำไรชีวิตผ่านระบบอินเตอร์เน็ต YOUTUBE ได้ที่ช่อง วัดป่ามหาไชยสำนักปฏิบัติธรรม
** ปัจจุบันท่านสามารถบวชชีพราหมณ์ถือศีลปฏิบัติธรรมได้ตลอดทั้งปี วัดเปิดให้มีการถือศีลปฏิบัติธรรมทุกวัน รายละเอียดท้ายเล่ม

